ชีวิตแรกเริ่ม
เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์
สร้างฐานการศึกษาพัฒนาตนเอง
ส่งเสริมสร้างสรรค์การศึกษา
ชีวิต...ช่วยเหลือ...เพื่อสังคม
เผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ หน้าที่
รางวัลแห่งชีวิต
อยู่เพื่อ....ปัจจุบัน


ชีวิตแรกเริ่ม

ย้อนหลังสู่อดีตไปเมื่อประมาณ ๖๐ ปี วันนั้นเป็นวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๗๘ ณ บ้านโคกสว่าง อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ดสองคู่บุญบารมีศรีภรรยาและสามี คือคุณพ่อค้ำ และคุณแม่ทองสา พันธโคตร ได้ให้กำเนิดบุตรชายผู้น่ารัก ซึ่งนำความชื่นชมและปีติยินดีมาให้แก่ท่านทั้งสอง เป็นยิ่งนัก โดยพื้นฐานแห่งชีวิตแล้ว ท่านทั้งสองเป็นผู้ใฝ่ในคุณงามความดี ถวายทานรักษาศีล และเข้าวัดฟังธรรมไม่เคยขาดซึ่งคุณธรรมแห่งใจนี้ เป็นเอกลักษณ์ที่หล่อหลอมคนอีสานให้เป็นหนึ่งเดียวมาตั้งแต่โบราณกาล ด้วยความรักบริสุทธิ์ ที่ท่านทั้งสองมีต่อบุตรน้อยผู้แรกเกิด และความที่จะให้บุตรน้อยอยู่รอดปลอดภัย สนใจใฝ่ในธรรม และการศึกษาคราเติบโตมา ก็จะได้มีกตัญญูกตเวทิตาจิตต่อผู้บังเกิดเกล้า ดังนั้น ท่านทั้งสองจึงได้ตั้งชื่ออันเป็นมงคลนามให้แก่บุตรชายน้อยว่า “บุญมี” ซึ่งเด็กชายบุญมี ในอดีตครานั้นก็คือท่าน “พระญาณโพธิ” ในปัจจุบันนี้เอง

ย้อนกลับ

เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์

ในชีวิตเด็กนั้น เด็กชายบุญมี เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เชื่อและเคารพในคำแนะนำพร่ำสอนของคุณพ่อคุณแม่ ช่วยงานคุณพ่อคุณแม่ด้วยความขยันและอดทน ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนด้วยความเพียรจนเรียนจบชั้นศึกษาปีที่ ๔ ซึ่งเป็นภาคบังคับในปี ๒๔๙๑ ในปีรุ่งขึ้นคือปี ๒๔๙๒ ด้วยเหตุที่คุณพ่อคุณแม่เห็นบุตรชายน้อยนี้เป็นคนขยัน อดทน และมีใจใฝ่ในทางธรรมะและการศึกษาพอที่จะเป็นที่พึ่งทางใจของท่านได้ ดังนั้น ในวันที่ 12 มกราคม 2492 ท่านได้นำบุตรชายไปมอบแด่ พระอาจารย์บุญใส ธมมทินโนอดีตเจ้าอาวาสวัดไตรภูมิ บ้านโคกสว่าง เพื่อเดินเข้าสู่ร่มเงาแห่งผ้ากาสาวพัสตร์ บวชเป็นสามเณรสืบต่อไป โดยมี พระครูวิสณฑ์สารคุณอดีตเจ้าคณะอำเภอพนมไพร เป็นพระอุปัชณาย์

สามเณรบุญมี พันธโคตร สามเณรน้อยผู้ใฝ่ในการศึกษา ด้วยคิดว่า “การศึกษาเท่านั้นย่อมเป็นหนทางหนึ่งเดียว ที่จะนำพัฒนาระดับชั้นแห่งชีวิตได้” ด้วยจิตสิกขาเป็นเจตจำนงค์นี้ และด้วยใจที่มุ่งมั่นว่า “คันบ่ออกจากบ้าน บ่เห็นด่านแดนไกล คันบ่ไปหาเฮียน แม่นบ่มีความรู้” สามเณรน้อยจึงได้ฝากตัวเข้าเป็นศิษย์สำนักเรียนวัดหินปักใหญ่ ต.หินปัก อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ในปีเดียวกันนี้ ก็สามารถสอบนักธรรมตรีในสนามหลวงได้ ด้วยความเป็นผู้ไม่อิ่มในการศึกษา เปรียบประดุจท้องทะเลไม่เคยปฏิเสธสายน้ำ ในปี ๒๔๙๕ สามเณรบุญมี จึงผันตัวเองเข้าสู่กรุงเทพฯ แหล่งตักศิลา สรรพวิชาหลายแขนง โดยการนำของพระอาจารย์วิจิตร วรรณพนม และพักจำพรรษาอยู่ที่วัดอัมพวัน ดุสิต กรุงเทพฯด้วยความมุ่งมั่นและอดทน ในปี ๒๔๙๖ ก็สามารถสอบนักธรรมโทได้ในสนามหลวง

ในวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๔๙๘ ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๖ สามเณรบุญมี ซึ่งบัดนี้มีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์แล้ว ด้วยยังมีความมุ่งหวังอย่างแรงกล้า ในการศึกษาหาความรู้ และด้วยความรักเลื่อมใสในเพศบรรพชิต ท่านจึงขออยู่สืบสานเพศพรหมจรรย์ด้วยการเขาสู่บรมเพศอุปสมบทเป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา โดยมี พระพุทธิวงศาจารย์ อดีตเจ้าคณะเขตดุสิต เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูสังฆรักษ์ฤทธิ์ วัดจอมสุดาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาสังคม จิตติญาโณ วัดอัมพวัน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ มีท่านขุนชิตดรุณการ (ยานาคธน) และคุณนายเพียร นาคธน เป็นเจ้าภาพ โดยได้รับนามฉายาวา “โคตตปุญโญ”

ย้อนกลับ

สร้างฐานการศึกษาพัฒนาตนเอง

การศึกษาทำให้เกิดปัญญา ปัญญาทำให้เกิดแสงสว่างภายใน ทั้งการศึกษาและปัญญา เป็นแสงสว่างแห่งโลก หนึ่งปีให้หลังแห่งการอุปสมบท คือปี พ.ศ. ๒๔๙๙ พระภิกษุหนุ่มบุญมี ก็สามารถสอบนักธรรมชั้นเอก ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดในฝ่ายปริยัติธรรมได้ ในนามสำนักเรียนวัดเบญจมบพิตร ถึงแม้ท่านจะไม่ได้เป็นพระมหาเปรียญ แต่ความรู้ด้านภาษาบาลีของท่านก็มีมากพอที่จะแปล และเข้าใจถึงความหมายของพระพุทธพจน์ ที่บันทึกพุทธธรรมด้วยภาษาบาลี ที่รู้กันทั่วไปคือ พระไตรปิฏกได้ท่านได้ทำการศึกษามาเหมือนกันด้านบาลี แต่ไม่มีโอกาสได้เข้าสอบสนามหลวง เนื่องเพราะมีภาระการงานด้านพระศาสนา และสังคมมากมาย ที่จะต้องทำและรับผิดชอบ คือ ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ ขณะที่ท่านมีอายุเพียง ๒๒ ปี ก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานสหภูมิสงฆ์อำเภอพนมไพร จ.ร้อยเอ็ด และจากปี พ.ศ. ๒๕๐๓ - ๒๕๑๐ ด้วยความที่ท่านเป็นผู้สนใจและจริงใจในงานด้านการศึกษา ท่านจึงได้รับความไว้วางใจและแต่งตั้งจากเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ให้เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายปริยัติธรรม นอกจากงานด้านการศึกษานี้ ท่านก็ได้ทำหน้าที่ของภิกษุบริษัทเผยแผ่พุทธรรม นำหลักพระพุทธศาสนา เข้าสู่ดวงใจของพุทธศาสนิกชน จนเป็นที่ประจักษ์และยอมรับกันทั่วไป ดังนั้น ในปี ๒๕๐๘ ด้วยอานิสงส์แห่งชีวิตอุทิศเพื่องานมาโดยตลอด จึงประสานส่งผลให้ท่านได้รับแต่งตั้งเป็น “พระครูปลัดบุญมี” ฐานานุกรมของ พระราชกิตติเมธี วัดเบญจมบพิตร

แต่ด้วยอุดมการณ์ที่ตั้งมั่น และนิสัยรักการศึกษาอันมีมาแต่กำเนิด จึงทำให้ท่านตระหนักคิดว่า ลำพังเพียงความรู้ด้านปริยัติธรรมอย่างเดียว ย่อมไม่เพียงพอที่จะเป็นเครื่องมือนำเสนอหลักพุทธศาสนา ดังนั้น ท่านจึงตัดสินใจพักวางภาระการงานไว้ ด้วยใจหวังว่า สักวันหนึ่งข้างหน้าหลังสำเร็จการศึกษามีความรู้มากพอแล้ว ก็จะกลับคืนมาสืบสานต่อแบกภาระนี้อีกครั้งหนึ่ง ปี ๒๕๑๐ ท่านจึงเดินทางสู่ประเทศศรีลังกา ในขณะที่มีอายุได้ ๓๒ ปี ด้วยคติธรรมแห่งหัวใจว่า “No one is too old to learn”

ท่านได้เข้าทำการศึกษาที่มหาวิทยาลัยวิทยาลังการะ ประเทศศรีลังกา และสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีบัณฑิต สาขาพุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี ๒๕๑๖ และด้วยความมุ่งมั่นในการศึกษา อีก ๕ ปี ต่อมา ท่านก็สำเร็จปริญญามหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมคธ ประเทศอินเดีย แต่ความมุ่งหวังทางการศึกษาของท่านยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ ยังคงดำเนินไปอย่างไม่ทดท้อ ดังนั้น ท่านจึงได้ดำริที่จะต่อปริญญาเอก ในสาขาที่เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาโดยส่วนรวม คือ “วัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาระหว่างไทยกับอินเดีย” คงอีกไม่นานวัน พวกเราชาวพุทธคงจะมีโอกาสได้ชื่นชม และยินดีกับนักปราชญ์ผู้มักน้อยสันโดษท่านนี้เป็นแน่ แต่คุณค่าแห่งความเป็นมหาบัณฑิตนั้น ใช่จะวัดกันที่มหาวิทยาลัยเสมอไป “คุณงามแห่งความดีที่เผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษยชาติต่างหาก ที่จะเป็นเครื่องชี้คุณค่าแห่งความเป็นบัณฑิต” คุณธรรมและความดีในส่วนนี้ มีพร้อมในตัวท่านมหาบัณฑิตนาม พระญาณโพธิ ดังเป็นที่ประจักษ์รู้ของบัณฑิตชนทั้งหลายแล้ว

ย้อนกลับ

ส่งเสริมสร้างสรรค์การศึกษา

“การศึกษา เสริมสร้างปัญญา นำพัฒนาชีวิตและสังคม” ด้วยความเป็นผู้เข้าใจอย่างแท้จริงถึงคุณค่าและประโยชน์ที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียน เหตุเพราะท่านเป็นผู้มีประสบการณ์โดยตรงจากอดีต เมื่อคราเป็นเด็กท้องไร่ท้องนาการศึกษาแรกเริ่มแค่ ป.๔ แต่ด้วยความมุ่งมั่นไม่ทดท้อและมีในรักในการศึกษา จึงทำให้ท่านก้าวไปถึงจุดหมายแห่งการศึกษา ซึ่งเป็นตัวชี้นำดังจะเห็นได้จากการที่ท่านเคยทำงานดูแลและรับผิดชอบเกี่ยวกับการศึกษาโดยเป็น อาจารย์ใหญ่โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดอัมพวันถึง ๘ ปี หลังจากนั้นคือ ปี ๒๕๑๐ ท่านก็เดินทางสู่ประเทศศรีลังกา หลังจบการศึกษาปริญญาตรีแล้ว ก็เดินทางสู่ตักศิลานคร ประเทศอินเดีย เพื่อศึกษาต่อในระดับมหาบัณฑิต ในช่วงที่ท่านทำการศึกษาต่ออยู่นั้น ท่านก็ได้จัดแบ่งเวลาและหน้าที่ส่วนหนึ่ง ให้กับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วย คือท่านได้เปิดอบรมสอนพุทธธรรมให้แก่ชาวพุทธอินเดีย ซึ่งเป็นที่เคารพและเลื่อมใสศรัทธานำพาชาวพุทธใหม่ (Neo-Buddhist) ให้เข้าถึงรสแห่งพระธรรมได้เป็นจำนวนมากจนในที่สุดก็ได้จัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้นที่วัดไทยพุทธคยาเปิดอบรมธรรมะแก่เด็กเยาวชนชาวพุทธอินเดีย ด้วยการทุ่มเทและเสียสละของท่านในการทำงานส่วนนี้ จึงทำให้พระพุทธศาสนากลับคืนมาสู่มาตุภูมิได้อีกระดับหนึ่ง

หลังอยู่ศึกษาและทำงานด้านพระศาสนา ณ แดนพุทธภูมิ เป็นเวลาตั้ง ๑๓ ปีแล้ว ในปี ๒๕๒๓ ท่านจึงได้เดินทางกลับสู่ประเทศไทยด้วยใจมุ่งที่จะปลูกฝังคุณธรรมแห่งการศึกษาแก่เยาวชนรุ่นหลัง และเพื่อสานต่อเจตนาแห่งใจนี้ ท่านจึงเดินหน้าจับงานด้านการส่งเสริมการศึกษาต่อไปด้วยการเป็นผู้รับผิดชอบถือใบอนุญาตโรงเรียนอัมพวันศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนราษฎร์การกุศลของวัดแห่งเดียวในกรุงเทพฯ ที่เก็บค่าเล่าเรียนถูกมาก แต่ระบบการและพัฒนาการของโรงเรียนนั้น เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป มีผู้นิยมส่งบุตรหลานเข้าศึกษา ณ โรงเรียนแห่งนี้เพิ่มขึ้นทุกปี ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความเชื่อมั่นและไว้วางใจในตัวท่านผู้ดูแลรับผิดชอบโรงเรียนว่า เป็นผู้เน้นเรื่องคุณธรรมนำการศึกษา ช่วยพัฒนาเด็กทั้งร่างกายและจิตใจด้วยความรับผิดชอบ และจริงใจในการบริหารโรงเรียนนี้ ท่านจึงได้รับคัดเลือกให้เป็นกรรมการพัฒนาโรงเรียนราษฏร์เพื่อการกุศลของวัดทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ ท่านก็ได้สนับสนุนการศึกษาด้วยการอนุญาตให้สำนักงานคณะกรรมการศึกษาเอกชน(สช.)กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งสำนักขึ้นที่ศาลาธรรมจักรโสภณประชาสรรค์ วัดอัมพวัน ทั้งนี้เพื่อให้การติดต่อประสานงานโรงเรียนราษฏร์เพื่อการกุศลของวัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อประโยชน์แห่งเยาวชนของชาติโดยส่วนรวม

โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ก็เป็นอีกผลผลิตหนึ่งที่ท่านก่อตั้งขึ้น เพื่อเปิดอบรมศีลธรรมแก่เด็ก– เยาวชนและผู้สนใจทั่วไปด้วยท่านคิดว่า.. .ชาติมีชนมีเชื้อจึงเหลือชาติ คนฉลาดชาติจึงเหลือสืบเชื้อสาย ประเทศชาติขาดเชื้อยอดก็วอดวาย ชาติไม่ตายเพราะเชื้อเด่นเป็นก็ดี... การศึกษาในส่วนนี้มุ่งเน้นภาคปฏิบัติธรรม และการศึกษาถึงขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของไทย ตลอดวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกทั้งยังได้จัดหาอุปกรณ์ดนตรีไทย เพื่อให้เด็กได้ฝึกเล่น และในขณะนี้ดนตรีที่สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดอัมพวัน คือการเล่นดนตรีอังกะลุง ในส่วนการสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาของพระภิกษุสามเณรนั้น ท่านก็ได้จัดให้มีการเรียนการสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกนักธรรมและบาลีขึ้นในวัดอัมพวัน ส่วนพระภิกษุสามเณรรูปใด ประสงค์จะเรียนในฝ่ายปริยัติสามัญ ท่านก็ไม่เคยห้ามกลับส่งเสริมและสนับสนุนเสียอีก ถ้าหากการศึกษานั้นเป็นไปเพื่อพัฒนาตนเองและสังคมโดยรวม ยิ่งกว่านั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและให้กำลังใจ แก่ผู้ใฝ่และตั้งใจในการศึกษาเล่าเรียน ท่านก็ได้อนุเคราะห์มอบทุนการศึกษามาโดยตลอด เช่น มอบทุนการศึกษาแด่พระภิกษุสามเณรผู้เรียนดีและขาดแคลนเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ เป็นต้นมา ปีละไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ ทุน ๆ ละ ๑,๐๐๐ บาท ในนามของศูนย์รวมสงฆ์ชาวอีสาน ๑๙ จังหวัดซึ่งเป็นประธานอยู่

ดังนั้น ชีวิตแห่งการศึกษาของพระญาณโพธิ จึงเป็นแบบอย่างแห่งชีวิตแท้ เพราะนอกจากท่านจะสามารถยกระดับชั้นแห่งชีวิตขึ้นได้ด้วยการศึกษา ซึ่งได้มาด้วยความมุ่งมานะบากบั่น และพากเพียรพยายามของตัวเองแล้ว ท่านยังได้ให้กำลังใจ ปลูกฝังให้เยาวชนรุ่นหลังได้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของการศึกษา พร้อมทั้งได้ให้การส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาในทุกรูปแบบ ทั้งนี้เพื่อมุ่งถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่เยาวชนของชาติโดยส่วนรวม คงยากที่จะปฏิเสธการเปรียบเทียบชีวิตของ พระญาณโพธิ ว่า ...เหมือนดั่งแสงเทียน ซึ่งนอกจากจะส่องไฟให้เกิดแสงโชติช่วงแก่ตัวของมันเองแล้ว แสงเทียนยังได้ส่องทาง นำแสงสว่างสู่ผู้คนอีกมากมาย ให้เดินถึงจุดหมายปลายทางที่มุ่งหวังได้...

ย้อนกลับ

ชีวิต...ช่วยเหลือ...เพื่อสังคม

“ประโยชน์แห่งชีวิต คือการได้อุทิศชีวิตเพื่องานและช่วยเหลือสังคม” นี้คือประโยชน์แห่งชีวิตจริงที่ พระญาณโพธิ มักจะกล่าวให้กำลังใจแก่ลูกศิษย์ลูกหาอยู่เสมอ เพราะชีวิตของท่านนั้นได้มีความเกี่ยวพันกับการทำงานเพื่อช่วยเหลือ และสงเคราะห์เพี่อนร่วมโลกมาโดยตลอด นับตั้งแต่ท่านยังเป็นพระภิกษุหนุ่ม เมื่อปี ๒๕๐๐ โดยเป็นประธานสหภูมิสงฆ์อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ทำงานช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างพระภิกษุสามเณรในเขตพื้นที่ ปี ๒๕๐๓ - ๒๕๑๐ ก็ได้ทำงานช่วยเหลือด้านการศึกษาอยู่ที่ประเทศศรีลังกา ก็ได้ร่วมจัดตั้งมูลนิธิสงเคราะห์พระภิกษุสามเณรชาวไทย ที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศศรีลังกาขึ้น โดยท่านได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานมูลนิธิ และขณะที่ท่านปฏิบัติหน้าที่เป็นพระธรรมทูตที่วัดไทยพุทธคยา เผยแผ่พระพุทธศาสนาและสนองงานของ พระสุเมธาธิบดี เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาในสมัยนั้น (ปัจจุบันเป็นอธิบดีสงฆ์วัดมหาธาตุฯ) ท่านได้ทุ่มเทชีวิตให้กับงานเผยแผ่พุทธธรรม นำแสงสว่างสู่ชีวิตของชาวนครอินเดียได้มากมายโดยเฉพาะได้ร่วมจัดตั้งโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ขึ้น นี้เป็นอีกพุทธวิธีหนึ่งซึ่งชักชวนและโน้มน้าวใจให้ชาวพุทธอินเดียได้เข้าถึงอรรถธรรมอย่างได้ผล ด้วยผลงานในส่วนนี้ท่านจึงได้รับเกียรติบัตรแห่งคุณงามความดีจาก สมเด็จพระสังฆราชแห่งอินเดีย

หลังจากปฏิบัติหน้าที่ของพุทธบุตร ณ แดนพุทธภูมิเป็นเวลาถึง ๑๓ ปี แล้วด้วยกตัญญูกตเวทิตาจิตถึงแผ่นดินเมืองสยาม ซึ่งเป็นที่เกิดแห่งกายธรรมของท่านนั้น ปี ๒๕๒๓ ท่านจึงเดินทางกลับคืนสู่ถิ่นมาตุภูมิไทยแลนด์ เพื่อสานต่ออุดมการณ์ซึ่งท่านได้เคยตั้งไว้เมื่อก่อนจากเมืองไทย เพื่อไปเพิ่มวิทยาคุณ ณ แดนพุทธภูมิว่า จะพักวางภาระไว้สักครา เพื่อมุ่งหน้าแสวงหาความรู้ สักวันหนึ่งข้างหน้าหลังจบการศึกษาจะกลับมาสืบสานต่อแบกรับภาระ เพื่อช่วยเหลือสังคมอีกครั้งอย่างแน่นอน จากวันนั้นถึงวันนี้ เวลาผ่านไปถึง ๑๓ ปีแล้ว กาลเวลาไม่สามารถที่จะพังทลายกำแพงแห่งอุดมการณ์ของท่านได้ ปี ๒๕๒๓ ท่านกลับมาเมืองไทยด้วยใจแกร่งกล้า พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรคและนานาปัญหา กลับมาด้วยใจซึ่งพร้อมที่จะทำงานเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลกอย่างไม่มีขอบเขต ปฏิบัติการแห่งเมตตาธรรมได้เกิดขึ้นแล้ว ณ บัดนี้

จากปี ๒๕๒๓ เป็นต้นมา พระญาณโพธิ ท่านได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือเพื่อสังคมและประชาชนผู้เดือดร้อนมากมายทั้งโดยตรงและทางอ้อม เป็นการช่วยเหลือทั้งทางด้านวัตถุธรรมและจิตธรรม โดยไม่หวังผลตอบแทนทั้งสิ้น สิ่งที่ท่านหวังนั้นก็เพียงเพื่อให้เพื่อนร่วมโลกคลายความทุกข์โศก อยู่ร่วมโลกร่วมกันด้วยสันติสุข และสันติธรรม นี้คือความหวังสูงสุดของท่าน งานสังคมสงเคราะห์ด้านวัตถุธรรมที่ท่านได้ดำเนินการไปแล้ว ก็มีมากนับไม่ถ้วน เช่น การนำเครื่องอุปโภคบริโภคตลอดถึงเงินไปแจกจ่ายช่วยเหลือพี่น้องชาวอีสานและชาวไทยภาคอื่นๆ ที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ เช่น ฝนแล้งน้ำท่วม ไฟไหม้ เป็นต้น นอกจากนั้นยังได้นำพระพุทธรูป และเทียนจำนำพรรษาไปถวายตามวัดต่างจังหวัดเป็นประจำทุกปี อีกทั้งยังได้สร้างศาสนสถานมากมายเป็นสมบัติไว้ในพระพุทธศาสนา เช่น สร้างอุโบสถวัดสระโพธาราม อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด สิ้นเงิน ๒,๓๐๐,๐๐๐ บาท (สองล้านสามแสนบาทถ้วน) เป็นต้น

ในส่วนของการสงเคราะห์ด้านจิตธรรมนั้น ท่านก็ได้จัดให้มีการแสดงพระธรรมเทศนาขึ้นที่วัดอัมพวันเป็นประจำทุกวันธัมมัสสวนะและในโอกาสวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ก็จัดให้มีกิจกรรมการปฏิบัติธรรม บำเพ็ญจิตตภาวนาเพื่อความสงบแห่งจิต หรือในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ท่านในฐานะเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ก็จัดให้มีกิจกรรมบำเพ็ญจิตภาวนา เพื่อเฉลิมพระเกียรติขึ้นด้วย และในส่วนของศูนย์รวมสงฆ์ชาวอีสาน ๑๙ จังหวัด ซึ่งท่านเป็นประธานอยู่ ปี ๒๕๓๕ ก็ได้จัดโครงการเฉลิมพระเกียรติขึ้น เป็นโครงการพุทธธรรมนำอีสานพัฒนา บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เพื่อร่วมฉลอง ๖๐ พรรษามหาราชินีซึ่งมีผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรมหลายพันคน อีกโครงการหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นโครงการเด่นในด้านการพัฒนาจิตใจของศูนย์รวมสงฆ์ฯ คือ โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่ออบรมธรรมะ ทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ แก่เด็กและเยาวชนและประชาชนทั่วไป ในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน โครงการนี้ ซึ่งมี พระญาณโพธิเป็นประธานอยู่ ก็ได้ให้การสนับสนุนทุกวิธีทางอย่างเต็มที่ เช่น จัดให้มีการอบรมพระวิทยาการก่อนออกสู่ภาคสนาม เชิญชวนญาติโยมผู้ใจบุญเป็นเจ้าภาพถวายผ้าไตรจีวรและอัฐบริขารเพื่อนำไปถวายตามหน่วยอบรมต่างๆ ตลอดทั้งได้สนับสนุนในส่วนของทุนการจัดโครงการด้วย ผลิตผลแห่งโครงการนี้ ทำให้มีศาสนทายาทสืบต่ออายุพระศาสนามากมายส่วนที่ลาสิกขาออกไปก็ได้เป็นพลเมืองของชาติบ้านเมืองต่อไป ส่วนหนึ่งแห่งความสำเร็จนี้ ย่อมมีพระญาณโพธิเป็นผู้ผลักดันและช่วยเหลือ และแล้วประโยชน์อันยิ่งใหญ่ก็เกิดขึ้นแก่ประเทศชาติ และพระศาสนาโดยส่วนรวม

ดังนั้นในชีวิตของพระญาณโพธิ จึงกล่าวได้ว่า ไม่ได้ดำเนินประโยชน์เพื่อตนอย่างเดียวแต่ได้เป็นประโยชน์แห่งมวลชนมากมายอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด สมดังแท้กับพระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า
    “จรถ ภิกขเว จาริกํ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย โลกานุกมปาย อตถาย หิตาย สุขาย เวทมนุสสานํ”

ย้อนกลับ

เผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ หน้าที่

“บัณฑิตนั้น เมื่อได้ลิ้มรสแห่งคัมภีร์อรรถธรรมแล้ว ย่อมมีความปรารถนาที่จะแบ่งส่วนแห่งความสุขบริสุทธิ์นี้ แก่ผู้อื่นด้วยความเต็มใจ” พระญาณโพธิ เป็นพระนักปฏิบัติธรรม ผู้เข้าใจถึงธรรมชาติแห่งชีวิตแท้อีกรูปหนึ่ง ซึ่งมีความมักน้อยสันโดษยิ้มแย้มแจ่มใสมีจิตใจประกอบไปด้วยธรรมอันมั่นคงที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจของท่านนี้ ท่านได้นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ยิ่งใหญ่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในการเผยแผ่พระพุทธธรรมท่านได้ใช้หลักพุทธปรัชญา โดยชี้ให้เห็นชัดเจนถึงความจริงแท้แห่งชีวิตว่า ควรจะดำรงและดำเนินไปเช่นใด ท่านบอกว่า “การที่เราจะมีชีวิตอยู่ยืนสักเพียงไร นั่นไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญ ความสำคัญอยู่ที่ว่า เราจะให้เป็นไปอย่างไร ? ท่านชี้ลงไปอีกว่า คนเราจะมีความสุขความทุกข์นั้น ไม่ใช่อยู่ที่โชคชะตาแห่งชีวิต และการบัญชาของพระเจ้า แต่เป็นอำนาจของสภาพแวดล้อมและการกระทำของบุคคลผู้เป็นเจ้าของแห่งชีวิตเอง”

ด้วยความรู้สึกรับผิดชอบในหน้าที่ของภิกษุบริษัท และด้วยหวังความสุขอันแท้จริงแด่เพื่อนร่วมโลก ท่านจึงทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยความทุ่มเท จริงจัง และจริงใจ ดังจะเห็นจากผลงานที่ท่านเคยทำมา เช่นเป็นพระธรรมทูต เผยแผ่พระพุทธธรรมอยู่ที่ประเทศอินเดียระหว่างปี ๒๕๑๐–๒๕๒๓ ในปี ๒๕๓๐ ท่านก็เป็นประธานคระวิทยากรอบรมศีลธรรม ในสังฆราชูปถัมภ์ รุ่นที่ ๑ ปี ๒๕๓๒ เป็นหัวหน้าฝ่ายส่งเสริมและเผยแผ่ของศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ในปี ๒๕๓๓–๒๕๓๕ เป็นผู้นำอำนวยการหน่วยอบรมที่ ๒ วัดอัมพวันในโครงการเสริมความรู้พระนวกะของคณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร

นอกจากนั้น ท่านยังได้ไปสังเกตการณ์ และดูแลงานพระศาสนาในต่างประเทศ ประมาณยี่สิบสี่ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมัน ญี่ปุ่น จีน ศรีลังกา อินเดีย พม่า เป็นต้น

ย้อนกลับ

รางวัลแห่งชีวิต

“รางวัลแห่งชีวิตผม คือความสุขใจที่ได้ทำหน้าที่ของมนุษย์เพื่อช่วยเหลือสังคมและเพื่อโลก” นี้คือประโยคที่ พระญาณโพธิ มักจะกล่าวทุกครั้ง เมื่อคราวได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณจากบุคคลและองค์กรต่างๆ ท่านบอกว่า การทำงานก็คือการทำงาน ผลสำเร็จของงานคือความสุขใจ นี้คือรางวัลแห่งชีวิตแท้ ส่วนรางวัลประกาศเกียรติคุณนั้นเป็นเพียงวัตถุภายนอก ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการทำงาน ท่านย้ำว่า การทำงานนั้นอย่าได้หวังถึงรางวัลภายนอก แต่ให้มุ่งถึงรางวัลภายใน ซึ่งมีความจริงใจในการทำงานเป็นเหตุ และมีความสุขใจคือความสำเร็จแห่งงานเป็นผล

เพราะฉะนั้น การทำงานของ พระญาณโพธิ จึงประสบความสำเร็จเป็นรางวัลแห่งชีวิตเรื่อยมา และถ้าหากจะตีค่าแห่งรางวัลนี้ก็คงจะเป็นการยากที่จะคาดค่าและคำนวณได้ เพราะความสุขใจนั้นเป็นนามธรรม ผู้จะคำนวณความสุขแห่งใจนี้ได้ ก็คือผู้ประสบกับความสุขเอง

แต่ถ้าจะกล่าวถึงรางวัลในรูปแบบวัตถุธรรม ซึ่งบุคคลและองค์กรต่างๆ ถวายแด่ท่าน เพื่อประกาศเกียรติคุณให้ประจักษ์แจ้งทั่วไปและจักได้สำเร็จเป็นปัตตานุโมทนามัยแก่ผู้ได้รับทราบแล้ว ก็มีมากมาย แต่จะขอยกมาเพื่อจะได้อนุโมทนาร่วมกันเพียงบางส่วน ดังนี้

  • รับประกาศเกียรติคุณ จากเลขาธิการสงฆ์นานาชาติ เลขาธิการสงฆ์อินเดีย
  • รับประกาศเกียรติคุณ จากสมเด็จพระสังฆราชแห่งอินเดียและ ดร.อาสสะ คัลดู
  • รับโล่เกียรติคุณในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จากองค์กรชาวพุทธในอินเดีย
  • รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากประเทศศรีลังกา พ.ศ.๒๕๒๗ และ๒๕๓๔
  • รับพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พธ.ด.) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2543
  • รับวุฒิบัตรจากมหาวิทยาลัยมหิดล โครงการอบรมอาสาพัฒนาชุมชนและแหล่งเสื่อมโทรม กรุงเทพมหานคร เมื่อปี ๒๕๒๔
  • รับวุฒิบัตรสดุดี จากสมาคมบัณฑิตสตรีทางกฎหมายแห่งประเทศไทย ในพระราชินูปถัมภ์ ปี ๒๕๓๐
  • รับโล่เกียรติคุณ ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาสาขาการศึกษา โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาวันวิสาขบูชา ๒๕๓๑
  • รับโล่เกียรติคุณจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ในการจัดโต๊ะหมู่บูชา เนื่องในวันวิสาขบูชา ปี ๒๕๓๒
  • ได้รับเลือกเป็นบุคคลดีเด่นประจำอำเภอพนมไพร ประเภทสงเคราะห์เด็ก ปี ๒๕๒๖ ฯลฯ

    ย้อนกลับ

อยู่เพื่อ....ปัจจุบัน

“อดีต คือ ความหลัง ความหวัง คือ อนาคต แต่ทั้งหมดมีปัจจุบันเป็นเหตุ” ชีวิตของพระญาณโพธินั้น ได้ผ่านความร้อนแร่งแห่งโลกธรรม ๘ มาอ่างยาวนานวัน แต่ท่านก็ไม่เคยสยบยอมตกเป็นทาสแห่งจิตฝ่ายอธรรมแม้สักครั้งเดียว ท่านไม่เคยสะทกสะท้านหรือหวาดหวั่นต่อนานาอุปสรรคและปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต ท่านไม่เคยเสียดายชีวิต ถ้าหากการสละชีพนั้นเป็นไปเพื่อรักษาธรรมและความถูกต้องท่านเคยเอาชีวิตเข้าเสี่ยง เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา คราขึ้นไปซ่อมแซมเปลี่ยนไฟฟ้าบนยอดเจดีย์พุทธยา ซึ่งถ้าหากพลั้งพลาดเพียงนิดนั้น ก็หมายถึงชีวิตเป็นเดิมพัน ท่านไม่เคยหลบหน้าหนีปัญหามากมายแต่กลับเผชิญหน้า และต่อสู่กับปัญหาด้วยพุทธวิธี มีกุศโลบายผ่อนคลายปัญหาจากหนักลงเป็นเบา แม้ปัญหาเข้าโรมเร้า ก็เอาพุทธธรรมเป็นเครื่องผ่อนคลายคล้ายประหนึ่งว่า ...ไม้จันทร์แม้จะแห้ง ก็ไม่ทิ้งกลิ่น คชสารคราเข้าสู่สนามรบ ก็ไม่ทิ้งลีลา อ้อยแม้เข้าสู่หีบยนต์ ก็ไม่ทิ้งความหวาน และบัณฑิตแม้จะเผชิญหน้ากับปัญหาและความทุกข์ย่อมไม่ทิ้งธรรมเฉกเช่นกัน...

ตลอดเวลา 66 ปี 52 พรรษา ภายใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ ๑๓ ปี ที่ใช้ชีวิต ณ แดนพุทธภูมิ และ ๑๕ ปี ที่ท่านเป็นประมุขสงฆ์วัดอัมพวัน นั้นย่อมมิใช่เป็นเพียงเวลาที่ล่วงผ่านไปโดยไร้ความหมาย แต่เป็นห้วงชีวิตที่สะพรั่งบานไปด้วยดอกไม้แห่งคุณธรรม ที่ไม่มีวันจะโรยรา แต่ก่อนเคยส่งกลิ่นหอมช่วยชโลม หัวใจของมวลชนที่โศกเศร้าให้บรรเทาและจางไป เคยหอมเช่นไร ปัจจุบันก็ยังคงส่งกลิ่นหอมเช่นนั้นและอนาคตข้างหน้าชาวประชา ก็จะได้รับกลิ่นไอแห่งดอกไม้คุณธรรมนี้ ที่จะหยิบยื่นให้โดยไร้ขอบเขตจำกัด

ตลอดชีวิตของพระญาณโพธินั้น เป็นชีวิตที่มีแต่ให้ ให้ความรัก ความเมตตา ให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือเกื้อกูล แต่ชนทุกระดับชั้นทั้งชาวไทย โดยไม่มีอคติเข้ามาขวางกั้น เป็นกำแพงแห่งจิตเมตตาเลยแม้แต่น้อยและการทำงานของ พระญาณโพธินั้นก็เป็นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ พระศาสนา ประชาชน และสังคมโดยส่วนรวม ทั้งชาวไทยและพี่น้องเพื่อนร่วมโลก อดีตท่านไม่เคยย้อนนึกคิด อนาตดท่านไม่เคยมุ่งหวัง ท่านบอกว่า “ปัจจุบันเท่านั้น ที่เป็นเครื่องดัชนีชี้บอกถึงผลแห่งอดีตและอนาคต ดังนั้นจงทำชีวิตปัจจุบันให้ดีที่สุดเถิด”

เนื่องในวโรกาสทำบุญฉลองสัญญาบัตรพัดยศพระราชาคณะที่ พระญาณโพธิ และทำบุญวันคล้ายวันเกิดครบ 66 ปี นี้พวกเราเหล่าศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ต่างมีความยินดีปรีดาร่วมอนุโมทนาและเปล่งเสียงสาธุการโดยถ้วนทั่ว ให้กับการเวลาที่ล่วงผ่านมาอย่างมีความหมายและทรงคุณค่านั้นคือ “เวลา 66 ปี ชีวิตเพื่องาน” ของ “พระญาณโพธิ” ข้าพเจ้าในฐานะลูกศิษย์ของท่านรู้สึกซาบซึ้ง และสำนึกในเมตตาธรรม คุณงามความดีที่ท่านมีต่อลูกศิษย์ลูกหาและประชาชนทั่วไป อย่างเสมอต้นเสมอปลายไม่มีขอบเขตจำกัด จึงกราบขออนุญาตท่าน รวบรวมประวัติของท่านขึ้น และเรียบเรียงเป็นถ้อยคำนำถ่ายทอดชีวิตต้องสู้และเสียสละของท่านไว้ เพื่อให้เป็นประจักษ์พยานแห่งความดีงาม และเพื่อเยาวชนรุ่นหลัง จักได้ดำเนินรอยตามยึดเป็นบรรทัดฐานแห่งชีวิต เพื่อความสงบสุขแห่งตน และสันติภาพของโลกโดยส่วนรวม ในที่สุดนี้ข้าพเจ้าขอเรียงร้อยวลีเป็นบทกวีแทนพวกมาลา เพื่อน้อมบูชาพระคุณและแสดงออก ซึ่งความเคารพสูงสุดต่อ “พระญาณโพธิ”

ย้อนกลับ



[ หน้าหลัก | ชีวิตแรกเริ่ม | เข้าสู่ร่มผ้ากาสาวพัสตร์| สร้างฐานการศึกษาพัฒนาตนเอง| ส่งเสริมสร้างสรรค์การศึกษา| ชีวิต...ช่วยเหลือ...เพื่อสังคม| เผยแผ่พระพุทธศาสนา คือ หน้าที่| รางวัลแห่งชีวิต| อยู่เพื่อ....ปัจจุบัน ]


วัดอัมพวัน ๑๑๘๖ ถนนนครไชยศรี
เขตดุสิต กรุงเทพ 10300
โทรศัพท์ 66-2-243-1920 โทรสาร 66-2-669-6997
webmaster